วิธีพูดกับลูก เพื่อให้เขาร่วมมือ ยอมทำตามคุณ

วิธีพูดกับลูก เพื่อให้เขาร่วมมือ ยอมทำตามคุณ

ต่อจากโพสต์เมื่อเดือนที่แล้ว ถึงเรื่องวิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจของเขา คราวนี้ ครูเก๋ขอขยายความต่อว่า แล้วเราจะมีวิธีพูดอย่างไร ที่จะทำให้ลูกร่วมมือยอมทำตามคุณ

ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะคะ ว่าเด็กๆ นั้น มีมุมมองต่อเรื่องต่างๆ ที่แตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากความเป็นเด็กที่ไร้เดียงสา เด็กๆ จึงมีจินตนาการที่กว้างไกลกว่าผู้ใหญ่อย่างเรามากมาย แถมความคิดของเขายังไม่ได้ถูกตีกรอบด้วย ความเชื่อ ความเห็น ความกลัว ค่านิยม คำสอน คำสั่ง กฏเกณฑ์ ระเบียบ แบบแผน วิถีปฏิบัติทางสังคมต่างๆ นานา จนกระทั่ง พ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้ใหญ่อย่างพวกเราค่อยๆ หล่อหลอมความคิด ความเห็น ความเข้าใจ ผ่านการสอนสั่ง และทำตัวเป็นแบบอย่างให้เขาเห็น

และ ปัจจัยประการสำคัญอีกอย่างคือ เด็กมีความอยากรู้อยากเห็น ช่างสงสัย เป็นธรรมชาติค่ะ พวกเขาอยากรู้ อยากทดลอง ว่าถ้าทำอะไรอย่างหนึ่งแล้ว จะเกิดผลอย่างไร
และพวกเขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจในตรรกะหลายๆ อย่างที่ผู้ใหญ่อย่างเราคุ้นเคย เช่น ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรีบเร่งในตอนเช้าๆ หรือ ชอบเล่นแอ่งน้ำขังเฉอะแฉะที่พื้น หรือ อยากจะลองเอามือแหย่สุนัข เป็นต้นวิธีพูดกับลูก

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลย ถ้าเราเห็นเด็กๆ แสดงพฤติกรรมต่างๆ ที่ผู้ใหญ่ไม่น่าจะพึงพอใจ เช่น โยนช้อนลงพื้นแล้วให้แม่คอยเก็บ หรือ กระโดดดึ๋งบนโซฟาเล่นอยู่เป็นประจำ หรือ อ้อยอิ่งหลังจากตื่นนอนตอนเช้า หรือ ชอบทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำซากเป็นประจำ หรือ ปฏิเสธไม่ทานอะไรบางอย่าง หรือ งอแง กลัวการไปโรงพยาบาล กลัวหมอ เป็นต้น

ทีนี้ ในการพูดให้ลูกทำตาม หรือ ไม่ทำตามนั้น พ่อแม่ส่วนใหญ่ มักจะใช้วิธีออกคำสั่ง ข่มขู่ ต่อว่า ตราหน้าเด็ก หรือเปรียบเทียบ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวิธีพูดที่ไม่ได้ผล เช่น

เมื่อเด็กทำนมหก สิ่งที่พ่อแม่มักจะพูด ก็คือ “ดูซิ! ลูกทำหกเลอะเทอะไปหมดแล้ว” หรือ
เมื่อเด็กไม่ยอมแบ่งให้เพื่อนเล่นชิงช้า สิ่งที่พ่อแม่มักจะพูด ก็คือ “เจนนี่ ไม่น่ารักเลย หนูต้องแบ่งเพื่อนซิคะ”
หรือ เมื่อพี่แกล้งเอาไม้บรรทัดจิ้มแขนแหย่น้อง สิ่งที่พ่อแม่พูด ก็คือ “นี่! หยุดเอาไม้บรรทัด จิ้มแขนน้องเดี๋ยวนี้เลยนะ”
หรือ เมื่อถึงเวลาทานยา เด็กทำหน้าตาเหยเก สิ่งที่พ่อแม่พูด ก็คือ “มันไม่ขมขนาดนั้นหรอกลูก”
ซึ่งคำพูดต่างๆ เหล่านี้ มักจะทำให้เด็กต่อต้าน และไม่ยอมทำตาม ไม่ให้ความร่วมมือวิธีพูดกับลูก

สำหรับคำพูด หรือ วิธีพูด ที่จะทำให้เด็กร่วมมือนั้น จากหนังสือ “ วิธีพูดกับลูก ” เขาแนะนำ วิธีการต่างๆ ดังนี้ค่ะ

  1. พูดบรรยายปัญหาที่เกิดขึ้น หรือ บรรยายสิ่งที่คุณเห็น โดยไม่โจมตีเด็ก … เช่น “แม่เห็น นมหกอยู่ที่พื้น” หรือ “แม่คิดว่าเพื่อนอยากเล่นชิงช้าเหมือนกันนะ”
  2. ให้ข้อมูลกับลูก เด็กๆ มักจะรับฟังข้อมูลความรู้ใหม่ๆ โดยอย่าลืมว่า คำอธิบายของคุณ ต้องเหมาะสมกับวัยนะคะ … เช่น “ถ้านมหกเลอะเทอะอยู่ที่พื้นครัว แล้วมีใครมาเหยียบเข้า อาจจะลื่นล้มได้” หรือ “ชิงช้ามีอยู่ตัวเดียว แต่มีเด็กอยากเล่นสองคน” เมื่อคุณแม่พูดเพียงแค่นี้ เด็กก็อาจจะเริ่มคล้อยตามแล้วค่ะ
  3. ชี้แนะวิธีแก้ไข โดยเสนอทางเลือกให้กับเด็ก … เช่น “เราต้องเช็ดพื้นครัวกัน ลูกอยากจะใช้ผ้าเช็ด หรือ ใช้ไม้ม๊อบถูพื้น” หรือ “ลูกเป็นคนเลือกนะ ว่าอยากจะเล่นชิงช้าต่ออีกสามนาที หรือ ห้านาที”
  4. พูดด้วยคำพูดสั้นๆ อย่าบ่น พร่ำเพ้อ และ หลีกเลี่ยงคำว่า “ห้าม! หรือ อย่า!” แต่ ให้ใช้คำพูดเชิงบวก … เช่น แทนที่จะพูดว่า “อย่าลงไปเดินบนถนนซิคะ เดี๋ยวก็โดนรถชนหรอก” ให้เปลี่ยนเป็น “ขึ้นมาเดินบนทางเท้านะ เพื่อความปลอดภัย”
  5. พูดอธิบายสั้นๆ ว่าคุณรู้สึกอย่างไร ไม่ใช่ต่อว่าลูก เช่น แทนที่จะพูดว่า “ทำไมลูกไม่รู้จักรับผิดชอบอะไรเลยหล่ะ” ให้เปลี่ยนเป็น “แม่เสียใจนะ ที่ลูกไม่ทำงานบ้านตามที่ตกลงกัน”
  6. ใช้การเขียนโน๊ต … บางที เมื่อปัญหาเกิดขึ้นบ่อยๆ แล้วเราพูดเตือนหลายครั้ง แล้ว วิธีการที่ได้ผลกว่า ก็คือ เขียนเป็นโน๊ต เตือนเด็กค่ะ เช่น แปะป้ายเตือนว่า “เมื่อเล่นเสร็จ ให้เก็บของเล่นเข้าที่”

สุดท้าย ครูอยากจะสรุปว่า เป้าหมายในการเลี้ยงลูกของพ่อแม่นั้น ควรมองให้ไกล เป็นเป้าหมายระยะยาว คือ ในวันข้างหน้า เราคงอยากเห็นลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ มีวินัยในตัวเอง มีความพึงพอใจในตัวเอง รู้สึกดีต่อตัวเอง รู้จักยับยั้งชั่งใจ มีจริยธรรม มีคุณธรรม สามารถเลือกประพฤติตัว ปฏิบัติตัว เมื่อต้องประสบกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น มันจะได้ผลดีกว่า ถ้าเรามีวิธีพูด ฝึกฝนและสอนให้ลูกรู้จักคิดเองตั้งแต่ยังเล็ก แทนที่จะรอรับแต่ คำสั่งจากพ่อแม่

son

อนึ่ง ในการที่จะพูดให้ลูกร่วมมือทำตามพ่อแม่นั้น หากเด็กไม่ร่วมมือทำตามทันที แทนที่จะลงโทษเด็ก เราควรปล่อยให้เขาได้รับบทเรียน จากผลของการกระทำของตัวเอง เช่น ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ ตื่นสาย มัวแต่อ้อยอิ่ง ก็พาไปส่งที่โรงเรียนอนุบาล ทั้งชุดนอนเลย (โดยคุณแม่อาจจะนำชุดนักเรียนแพ็คใส่กระเป๋า ให้ไปแต่งตัวเองที่โรงเรียน) เป็นต้น หรือ ให้เขารู้ว่าการกระทำของเขานั้น จะเกิดผลอะไรตามมา เพื่อให้เขาได้คิดทบทวน ในสิ่งที่เค้าทำผิด หรือพลาดไป และเรียนรู้เพื่อแก้ตัวในโอกาสต่อไป

ลองปล่อยให้ลูกได้ทำผิด และเรียนรู้บทเรียนตามสมควร ตั้งแต่เมื่อลูกยังเล็กๆ กันนะคะ เมื่อเขายังเล็กนั้น บทเรียนของความผิดผลาด มันไม่ร้ายแรงอะไรนักหรอกค่ะ

หากเราคอยแต่จะช่วยเหลือลูกไม่ให้มีความผิดพลาดอะไรเลย หรือ เอาแต่สั่งและคาดหวังให้ลูกเชื่อฟัง โดยไม่ได้ฝึกหัดให้เด็กรู้จักคิดเอง ถ้าปล่อย ให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเค้าโตขึ้น ราคาของบทเรียนมีแต่จะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ ค่ะ

ลองดูนะคะ ว่าหากคุณพ่อ คุณแม่ลองเปลี่ยนวิธีการพูดกับลูกแบบที่ในหนังสือนี้แนะนำแล้ว ใช้ได้ผล หรือ ไม่ได้ผลอย่างไร? เขียนมาแสดงความคิดเห็น แบ่งปันประสบการณ์กันได้นะคะ

…..

เข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงลูก และสอนเด็กพูดภาษาอังกฤษ

ได้ที่ https://helendoronrama9.com/category/blog/ ค่ะ

# วิธีพูดกับลูก