พ่อแม่ควรจะมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน ในการสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความสุข

พ่อแม่ควรจะมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน ในการสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความสุข และ ประสบผลสำเร็จในการเรียน

โรงเรียนส่วนใหญ่เปิดเทอมกันแล้วนะคะ ครูเก๋ก็เป็นคุณแม่คนหนึ่ง ที่ลูกเพิ่งเปิดเทอมในเดือนพฤษภาคมเช่นกัน วันนี้ เลยอยากจะชวนคุยว่า ในมุมมองของครูนั้น ครูคิดว่า พ่อแม่มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการศึกษาของลูก ไม่แพ้โรงเรียนเลย

แต่อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่คงรู้ดีว่า อะไรที่มากเกินไป หรือ น้อยเกินไปนั้น ย่อมไม่เกิดความพอดี ดังนั้น เลยอยากยกประเด็นว่า พ่อแม่ควรจะมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน ในการสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความสุข และ ประสบผลสำเร็จในการเรียน

พ่อแม่คือครูคนแรกของลูก

เมื่อตอนที่ลูกยังเล็ก คุณแม่ทั้งหลายคงรู้สึกว่าลูกต้องการเวลาของเราอยู่ตลอดเวลา (ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ) แต่อย่าลืมว่า ในระหว่างนั้น สมองของเด็กๆ กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การที่พ่อแม่เอาใจใส่ดูแล มีเวลาให้กับลูก เมื่อตอนที่เขายังเล็กนั้น จะช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งจะส่งผลอย่างมาก ทั้งในด้านการเข้าสังคม และ การเรียนรู้ในโรงเรียนเมื่อลูกเติบโตขึ้น

เด็กเล็กๆ ยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ค่ะ อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่อย่างเรา บางครั้งก็ยังควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จริงไหมคะ

ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ คือ การยอมรับความรู้สึกและอารมณ์ของลูก ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ แต่อย่ายอมให้เขาได้ทุกอย่างตามความต้องการไปเสียทุกครั้ง และ ควรช่วยให้ลูกรู้จักสงบสติอารมณ์ในทางสร้างสรรค์

วิธีการสำหรับเด็กวัยสามขวบ ก็ควรจะเป็นวิธีที่เรียบง่ายและจดจำได้ เช่น เมื่อลูกโกรธ เราก็ควรสอนให้เขาหายใจเข้าลึกๆ และนับหนึ่งถึงสี่ เป็นต้น

นอกจากนี้ พ่อแม่อาจจะใช้หนังสือนิทาน เป็นสื่อในการพูดคุยกับลูกเรื่องอารมณ์ เราอาจจะชี้ชวน เด็กเล็กๆ ดูรูปภาพในนิทาน และพูดคุยว่า ตัวละครกำลังแสดงอารมณ์อย่างไร และ เขาเคยรู้สึกอย่างนั้นบ้างหรือไม่

แล้วตัวละครในนิทานมีวิธีการจัดการกับอารมณ์อย่างไรบ้าง การได้พูดคุยกับลูกอย่างสม่ำเสมอ ไม่เพียงแต่จะช่วยเด็กในด้านการพัฒนาทางอารมณ์เท่านั้นนะคะ

การพูดคุยกับลูกทำให้เด็กได้สะสม คลังคำศัพท์ รูปแบบประโยค ทำความเข้าใจเรื่องความหมายของภาษา ซึ่งจะช่วยส่งผลดีต่อการเรียนรู้ที่โรงเรียนในเวลาต่อมาได้เป็นอย่างดี

download 3

อีกเรื่องที่ครูอยากจะแนะนำ สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเล็กๆ คือ เรื่องของการกล่าวคำชมเชยลูกค่ะ

เด็กควรได้ยินพ่อแม่ชมสม่ำเสมอว่า เขามีความพยายาม มีความตั้งใจ หรือ ชมในการมีส่วนร่วมในการทำอะไรบางอย่าง ไม่ใช่แค่ชมเขาเพียงว่า “ฉลาด” “เก่ง” หรือ “น่ารัก”

ช่วงวัยรุ่น

พ่อแม่ทุกคนคงจะรู้แล้วว่า ช่วง 6-7 ขวบปีแรกของลูกนั้น มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นการสร้างพื้นฐานของชีวิตของเด็ก แต่พ่อแม่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า นั่นเป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

ช่วงเวลาที่สำคัญอีกช่วงก็คือ เมื่อลูกเริ่มก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฮอร์โมน ความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และ สภาพสิ่งแวดล้อม พ่อแม่หลายคนอาจจะรู้สึกเหมือนกำลังหลงทาง ไม่แน่ว่าจะพูดคุยกับลูกในวัยนี้อย่างไร

ข่าวดีก็คือ เด็กวัยรุ่นก็ยังต้องการพ่อแม่ เช่นเดียวกับเด็กเล็กๆ ค่ะ แม้ว่าในวัยนี้ เขาจะไม่ค่อยแสดงออกว่าเท่าไหร่นัก สิ่งที่ดีที่สุดคือ พ่อแม่พยายามให้ลูกได้เป็นตัวของตัวเอง ในขณะที่ยังคอยให้การสนับสนุนและช่วยเหลือเมื่อลูกต้องการ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการบ้าน

เด็กในวัยนี้ พ่อแม่ไม่ควรเข้าไปจ้ำจี้จำไช หรือ ช่วยทำการบ้านอีกแล้ว แต่พ่อแม่ควรบอกให้ชัดเจน ว่าพ่อแม่มีความคาดหวังอย่างไรเรื่องความรับผิดชอบของเขา และ ควรร่วมกันจัดตารางเวลา และ ชีวิตประจำวัน ที่สนับสนุนให้ลูกสร้างอุปนิสัยที่ดี ในการทำการบ้าน การทบทวนบทเรียน โดยไม่จำเป็นต้องไปจัดการในรายละเอียดให้กับเขา

ในทำนองเดียวกัน เด็กวัยนี้ควรได้มีโอกาสลองทำอะไรใหม่ๆ โดยที่รู้ว่า หากเขาพลาดพลั้งหรือล้มเหลว ก็ไม่เป็นไร หากเขาได้ตัดสินใจแล้ว ก็ควรได้เรียนรู้ผลจากการตัดสินใจของตัวเอง หากเด็กวัยรุ่นไม่มีโอกาสได้ทำอะไรด้วยตัวเองบ้างเลย เขาอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่กว่า เมื่อก้าวออกจากโลกของวัยรุ่น และเติบโตต่อไปในอนาคต  การบ่มเพาะโอกาสให้เด็กได้มีอิสระ และ พึ่งพาตัวเองได้ จะเห็นผลดีอย่างชัดเจน เมื่อเด็กเริ่มก้าวเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา

 

กลยุทธ์ในการสอนให้ลูกได้เรียนรู้

พ่อแม่หลายคนรู้สึกกดดัน ที่จะต้องให้ลูกเป็นอยู่ในกรอบ คอยช่วยเหลือ ป้องกันไม่ให้ลูกได้ประสบพบเจอกับความผิดพลาด ล้มเหลว หรือ อันตรายใดๆ

อย่างไรก็ตาม เรารู้ดีว่า เด็กๆ ควรจะได้มีประสบการณ์ได้พยายามทำอะไร แล้วล้มเหลว แล้วลุกขึ้นมาสู่ใหม่ ซึ่งจะทำให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่อความพยายาม ไม่กลัวที่จะล้มเหลว

พ่อแม่หลายคนยังสับสน ในเรื่องของความผิดพลาด เพราะไม่ใช่ว่าความผิดพลาดทุกอย่าง จะนำมาซึ่งบทเรียนที่ดีสำหรับเด็ก

ความผิดพลาดที่ดีที่สุด คือ เมื่อเด็กได้ก้าวออกจาก comfort zone ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน และแม้ว่าเขาจะผิดพลาด แต่เขาจะได้ทบทวนและหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการเรียนรู้

บางครั้ง เด็กอาจจะทำงานอะไรบางอย่างได้ถูกต้องแล้ว แต่เกิดฉุกคิดได้ว่า ถ้าเขาทำด้วยวิธีการบางอย่างที่แตกต่างออกไป มันอาจจะได้ผลดีกว่า เขาก็จะเกิดการเรียนรู้เช่นกัน

ซึ่งความผิดพลาดทั้งสองลักษณะนี้ ทำให้สมองได้รับการพัฒนา และ หากเด็กได้ทบทวนและได้ลองพยายามใหม่ ก็นับว่าเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับเด็กค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published.