วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจของเขา

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ครูเก๋ร่วมกับสถาบัน Helen Doron English ประเทศไทย

1201053599จัดสัมมนาสำหรับผู้ปกครอง ในหัวข้อ วิธีพูดกับลูก (โดยไม่ทำร้ายจิตใจของเขา และทำให้เขาร่วมมือยอมทำตามคุณ) ได้ผลตอบรับดีมากเลยค่ะ และผู้เข้าร่วมสัมมนาหลายท่านบอกเลยว่า สองชั่วโมงนั้นสั้นเกินไป

วันนี้ ครูเก๋เลยขอนำเนื้อหาที่เราร่วมพูดคุยกันในวันนั้นมาแบ่งปันให้กับแฟนเพจของเราค่ะ ประเด็นสำคัญที่ครูเก๋ ต้องการสื่อสารกับผู้ปกครอง ก็คือ

สำหรับเด็กๆ แล้ว ความรู้สึกกับพฤติกรรม มีความเชื่อมโยงกันมาก ถ้าเด็กมีความรู้สึกที่ไม่ดี เขาจะแสดงพฤติกรรมออกมาในเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็น อาการงอแง อาการโกรธ ฟูมฟาย ดื้อรั้น ดราม่า ฯลฯ

แต่ถ้าเด็กๆ มีความรู้สึกดีๆ เขาจะมีพฤติกรรมในเชิงบวก นั่นคือ ให้ความร่วมมือ เริงร่า ฟังและคิดตามได้ และ มีแนวโน้มที่จะเชื่อฟังเรา

ดังนั้น หลักการสำคัญที่แนะนำ คือ “ผู้ใหญ่ควรจะรับรู้ถึงความรู้สึกของเด็กและแสดงออกด้วยความเห็นอกเห็นใจ” ค่ะ เพราะตามธรรมชาตินั้น พ่อแม่โดยมาก มักจะไม่ยอมรับความรู้สึก “ด้านลบ” ของลูก เวลาที่ลูกทุกข์ใจ ร้องไห้งอแง มาบ่นกระปอดกระแปด เรื่องอะไรสักอย่างให้พ่อแม่ฟัง เรามักจะตอบสนองด้วยการปฏิเสธ ด้วยคำพูดทำนองว่า “ไม่จริงหรอก” “ทำไมถึงรู้สึกอย่างนี้หล่ะ” “ไม่เอาน่า” “ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย”

หรือ พร้อมจะกระโจนให้คำแนะนำ “พ่อว่า ลูกควรจะ …” ฯลฯ

แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่นักจิตวิทยาแนะนำ สำหรับการตอบสนองเด็กเมื่อเขากำลังมีอารมณ์งอแง คือ การแสดงความเข้าอกเข้าใจ และ เห็นอกเห็นใจ ในอารมณ์ความรู้สึก ในขณะนั้นๆ ของเด็ก และการที่จะเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกได้นั้น พ่อแม่ต้องใส่ใจ และ อยู่กับปัจจุบันขณะ

การแสดงความเข้าอกเข้าใจ ทำได้ทั้งทางกาย คือ การกอด การสัมผัส การสบตา และ ทางวาจา คือ การพูดทำนองว่า “ดูเหมือนว่าลูกกำลังเศร้ามากๆ เลยใช่ไหมจ๊ะ”

ครูเก๋ ขอแนะนำวิธีการพูด 3 อย่างในการยอมรับความรู้สึกของเด็กค่ะ

  1. ยอมรับความรู้สึกด้วยคำพูดสั้นๆ เช่น “อ๋อ” “อืมมมม” หรือ “งั้นเหรอ”
  2. พยายามให้คำนิยามในความรู้สึกของลูก เช่น “ลูกกำลังรู้สึกหงุดหงิด ใช่ไหมจ๊ะ” หรือ “อย่างนี้หน่ะ เขาเรียกว่าไม่สบายใจ”
  3. การยอมให้เด็กสมหวัง ในจินตนาการ เช่น “แม่ก็อยากจะเสกให้แผลหายเดี๋ยวนี้เลย” หรือ “หนูอยากจะให้แม่ซื้อ ตุ๊กตาให้สักสิบตัวเลย ใช่ไหมจ๊ะ”

แล้วจากนั้นเมื่อลูกรู้สึกดีขึ้นแล้ว เราค่อยหาเวลาที่เหมาะสม ในการพูดคุยและสอนลูก สิ่งที่สำคัญคือ เรายอมรับความรู้สึกที่ไม่ดี ที่เกิดขึ้นในใจของเด็ก แต่ เราไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และการยอมรับความรู้สึกนั้น ไม่ได้หมายความว่าเราเห็นด้วย ดังนั้น เมื่อเด็กอารมณ์ดีขึ้นแล้ว ก็ถึงเป็นเวลาที่จะอบรมสั่งสอนเขา

แต่อะไรหล่ะ ที่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่ยอมรับความรู้สึกของลูก ครูเก๋ คิดว่า สำหรับพ่อแม่ในยุคนี้ สาเหตุส่วนใหญ่ก็คงคล้ายๆ กันคือ

  • ความเหนื่อย ความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน
  • อารมณ์โกรธ​ เมื่อเราขาดสติ
  • ความกลัว ความวิตกกังวล อาจจะเมื่อเห็นลูกกำลังจะเกิดอันตราย
  • การมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยสายตาของผู้ใหญ่
  • ลืมที่จะ มองให้เห็น ฟังให้ได้ยิน สิ่งที่อยู่ในใจของลูก
  • ความรู้สึกว่า เราเป็นผู้ใหญ่ เราเป็นฝ่ายถูก เรารู้ดีกว่า เราอาบน้ำร้อนมาก่อน ฯลฯ

แต่อย่าลืมนะคะ ว่า ณ​ เวลานั้น สิ่งที่สำคัญและควรทำก่อน คือ การยอมรับอารมณ์ความรู้สึกของเด็กเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือ หาก เราเจอคนที่กำลังจะจมน้ำ ในขณะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การโยนห่วงยางไปช่วยเหลือเขา แต่ไม่ใช่เวลาสอนให้เขาว่ายน้ำ

สุดท้าย ครูเก๋ อยากจะสรุปว่า พ่อแม่ทุกคนมีความรักและความหวังดีต่อลูกเป็นที่ตั้ง แต่ความรักอย่างเดียวไม่พอค่ะ เราจำเป็นต้องฝึกฝนทักษะ ในการฟัง และ การพูด เพื่อแสดงความเห็นอกเห็นใจ และทักษะนี้ ต้องได้รับการฝึกฝน และ ใช้เวลา เช่นเดียวกับทักษะอื่นๆ และเมื่อลูกเชื่อมั่นในตัวเรา ว่าเราพร้อมจะรับฟัง และ สามารถเป็นที่พึ่งพิงทางใจให้กับเขาได้ การพูดกับลูกให้เขาร่วมมือ ยอมทำตามคำ ก็จะดีขึ้น ดีขึ้น ในเวลาต่อมา

ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อ คุณแม่ทุกคนค่ะ … แล้ว ใครนำวิธีการพูดนี้ไปใช้แล้ว ได้ผล หรือ ไม่ได้ผล อย่างไร

เขียนมาแบ่งปัน เล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ